เด็กสาวที่ป้ายรถเมล์

posted on 20 May 2008 20:10 by 8e88studio  in HomeMade-Writer

       เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนเอาไว้ได้หลายปีแล้ว เป็นเรื่องนึงที่ผมเขียนแล้วโคตรจะชอบเลย อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเองในช่วงที่เริ่มเป็นวัยรุ่น มันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องสั้นที่ดีอะไรมากมาย แต่ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนก็น่าจะเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ ...แอบมองสาว ...ไม่กล้าจีบ ...เขินอาย ทำตัวไม่ถูก เรียกได้ว่าเป็นความรักแบบเด็กๆป๊อปปี้เลิฟอะไรทำนองนั้น

เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากในสายตาผมเลยล่ะ...


ครั้งแรกที่ผมพบเธอ เป็นวันที่ผมตื่นเช้าที่สุดตั้งแต่เรียนชั้น ม.3 มาเลยก็ว่าได้ ซึ่งปกติแล้วผมจะไปโรงเรียนสายและได้ยืนร้องเพลงชาติหลังเพื่อนๆที่หน้าห้องฝ่ายปกครองเป็นประจำ กลิ่นฝนพรำปรอยๆยามเช้าของฤดูฝน เวลาเกือบหกโมงเช้า มันรู้สึกสดชื่นดีพิลึก  ผมไปยืนรอที่ป้ายรถเมล์ตามเดิม ที่ป้ายรถเมล์มีแค่ผมกับคนอีกคนนึง....

ผมพยายามมองหน้าเธอให้ชัดๆ แต่รถเมล์ที่ผมจะต้องขึ้นมาจอดป้ายเสียก่อน ผมขึ้นรถเมล์แล้วมองลงมาก็ยังมองหน้าเธอได้ไม่ชัดอยู่ดี ชักสงสัยว่าเป็นผีรึคน...

อีกไม่กี่วันถัดมา ผมตื่นเช้าอีกแล้ว ช่วงนั้นงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมและอะไรทำให้คนขี้เซาอย่างผมมีอาการอยากไปโรงเรียนเช้าขนาดนั้นได้ ...เช้าวันนั้น เวลาเดิม ผมเจอเธอที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ครั้งนี้ผมพยายามแอบมองหน้าเธอให้รู้ชัดๆว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่ก็ได้แค่มอง.....

หลังจากเห็นหน้าเธอวันนั้น ผมก็มีอาการแปลกๆ ตื่นเช้าแทบจะเป็นกิจวัตร และก็เจอเธอเกือบทุกวันเหมือนกัน....

บางครั้งอยากจะเข้าไปทักเธอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ไม่กล้าพอ บางทีรู้สึกว่าเธอก็แอบมองผมเหมือนกัน แต่พอผมหันกลับไป กลายเป็นว่าเธอไม่ได้มองมาที่เราซะแบบนั้น มีอยู่หลายครั้งที่ผมแอบมองแล้วเธอหันมา เธอคงจะสงสัยว่าทำไมเรามาเจอไอ้บ้านี่บ่อยจัง มีอยู่ช่วงนึงที่ผมไม่ได้เจอหน้าเธอเลยเกือบ 1 เดือน คือช่วงปิดเทอมกลางภาค มันเหมือนขาดหายอะไรไปบางอย่างพิกล

แต่แล้วหลังจากเปิดเทอม ผมมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายเดียวกันกับเธออีกครั้ง...

ไอหมอกของหน้าหนาวยามเช้า ทำให้ผมแอบมองหน้าเธออยู่ห่างๆได้ไม่ชัดนัก จะเข้าไปใกล้กว่านี้ เดี๋ยวคงจะโดนเธอด่าเอาแน่ๆ แต่มันรู้สึกแปลกๆยิ่งกว่าเดิม เหมือนว่าเธอแอบมองผมอยู่ท่ามกลางไอหมอกเหมือนกัน.... ผมแอบมองเธออยู่แบบนั้นจนจบชั้น ม.3 ย้ายโรงเรียนและไม่ได้ขึ้นรถเมล์ป้ายนั้นในตอนเช้าอีกเลย...

ผมมาเจอเธออีกครั้งในอีก 5 ปีให้หลัง....

เป็นเหตุบังเอิญอยู่เหมือนกันที่วันนั้นผมตื่นเช้ามาก....
ผมพบเธอในหมู่บ้านใกล้ๆกับแถวบ้านผมนี่เอง... ไม่น่าเชื่อว่าจะพบเธออีกครั้ง หลังจากไม่ได้แอบมองหน้าเธออยู่ฝ่ายเดียวนานหลายปี จนเกือบจะเป็นแค่ความทรงจำวัยเด็ก

บ้านของเธออยู่ตรงกันข้ามกับบ้านเพื่อนสนิทของผมแค่นี้เอง แปลกมากที่ไม่เคยรู้เลย....

เช้าวันนั้น ใบหน้าเธอยังคล้ายๆคนเดิมที่ผมเคยแอบมองเมื่อหลายปีก่อน จะเปลี่ยนไปก็เพียงเล็กน้อยแค่นั้น เธอยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ท่ามกลางอากาศยามเช้า... ผมเกือบไม่กล้าที่จะทักเธอเช่นเคย.... แต่เธอหันมองมาที่ผมพอดี ความรู้สึกในตอนนั้น ดูเหมือนเราจะจำกันได้เหมือนคนที่รู้จักกันมานานหลายปี

.... ผมยิ้ม และ เธอก็ยิ้มตอบ .........

ผมพึ่งจะมารู้ชื่อของเธอตอนเช้าของวันนั้นนั่นเอง...

edit @ 20 May 2008 20:27:28 by 8e88

โทรศัพท์ที่บ้าน

posted on 16 May 2008 21:10 by 8e88studio  in HomeMade-Writer

โทรศัพท์บ้านอาจจะเป็นเพียงเครื่องมือระลึกถึงอดีต เมื่อยามเหงา ของใครบางคน หลายๆคนอาจจะเลิกใช้มันไปแล้ว ผู้คนโดยมากก็ชอบที่จะใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า เพราะมันสะดวก รวดเร็ว ถึงที่หมายปลายทางกับคนที่เราอยากจะคุยด้วยได้มากกว่า

เช้าตรู่ในวันหยุดปลายสัปดาห์ โทรศัพท์บ้านที่ร้างราจากเสียงโทรเข้ามานาน ก็ได้ดังขึ้น
ท่ามกลางโลกยุคปัจจุบันที่ผู้คนใช้โทรศัพท์มือถือประดุจปัจจัยหลัก โทรศัพท์บ้านเลยแทบไร้ความหมายไปแล้วโดยเฉพาะชายโสดอย่างผม ที่วันๆนึงจะใช้โทรศัพท์มือถือคุยแค่เรื่องงาน หรือไม่ก็ชวนเพื่อนฝูงออกไปสังสรรค์กันบางครั้ง

กริ๊ง กริ๊งงง ...เสียงโทรศัพท์ดังสร้างความหงุดหงิดให้กับผมยามเช้า ...ทีแรกผมคิดว่าใครสักคนคงโทรมาทวงหนี้ โทรผิดบ้าน หรือญาติที่อยู่ต่างจังหวัดโทรมาเรื่องธุระ ผมยกหูโทรศัพท์ที่ฝุ่นเกาะเล็กน้อยขึ้นมารับสาย ....

"นั่นบ้านโก้ ใช่มั๊ยค่ะ?"
เสียงหวานๆจากปลายทางเรียกชื่อผมขึ้นมา และผมก็รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนั้น
"ครับ นั่นใครครับ"
"เราอ้อไง ยังจำได้มั๊ย"
.......................

ผมจำเธอได้เป็นอย่างดี นานแล้วที่เราไม่ได้พบกัน ...ตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย เรียกได้ว่าเราสนิทกันประมาณนึง เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นแฟน แต่ผมก็ต้องพลาดหวัง เป็นได้แค่เพื่อนคนนึงในเวลาต่อมา ....เหตุการณ์และกาลเวลาทำให้เราค่อยๆห่างกัน ความสนิทก็ค่อยๆจางหายไป จนอยู่แค่เบื้องลึกในความทรงจำ ...เธอหาเบอร์โทรศัพท์ของผมจากหนังสือรุ่นและก็โทรมา เรานัดเจอกันเพื่อคุยระลึกถึงอดีตในวัยเรียนในอีกไม่กี่วันถัดจากนั้น

เธอยังสวยเหมือนเดิม แต่ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ผมนึกในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา
เราพูดคุยกันหลายเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอดีต และก็เรื่องพื้นๆในปัจจุบันว่าพ่อแม่สุขสบายดีรึเปล่า งานเป็นยังไงบ้าง ...สิ่งหนึ่งที่เราไม่กล้าถามซึ่งกันและกันก็คือเรื่องแฟนของแต่ละคน

....ผมไม่กล้าถามเธอ เพราะในใจยังรู้สึกดีๆกับเธออยู่ มันเหมือนกับการให้ความหวังตัวเองอยู่ลึกๆของชายโสดที่ได้มาเจอกับคนที่เราเคยชอบในอดีต

....ส่วนเธอก็เหมือนจะเปิดใจให้กับผมอีกครั้ง ....ไม่รู้ว่าผมเข้าข้างตัวเองรึเปล่า แต่รู้สึกได้แบบนั้น

"ตู๊ด ตู๊ด" เสียง sms จากมือถือของเธอดังขึ้น ...เธอนิ่งไปสักพัก จึงกดตอบกลับไป
"เพื่อน sms มา ชวนไปเที่ยวคืนนี้น่ะ แต่ไม่อยากไปละ  ...ดูหนังกันมั๊ย?"
เธอชวนผมดูหนัง ...นานแล้วที่เราไม่ได้ดูหนังด้วยกัน

ระหว่างที่ดูหนังด้วยกัน เธอดูเหมือนเป็นกังวลตลอดเวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆ เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้นจาก sms ที่ส่งมาแทบจะทุกๆ 10 นาที เธอเปิดโทรศัพท์ดูเป็นระยะๆ เมื่อหนังกำลังใกล้จะจบลง sms ได้ถูกส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเธออีกครั้ง มันสั่นและตกลงบนพื้นพรมของโรงหนัง เธอคว้ามันไม่ทัน แสงไฟของโทรศัพท์มือรุ่นใหม่สว่างพอที่จะทำให้ผมเห็นข้อความนั้น...


ผมเก็บโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้เธอ จากนั้นเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ก่อนจากกันในค่ำวันนั้น เธอพูดกับผมเพียงแค่ว่า "โชคดีนะ..."

edit @ 20 May 2008 20:01:16 by 8e88

       เรื่องนี้มันมีอยู่ว่าได้ไปอ่านกระจู๋นึงในเว็บ f0nt.com (ที่นี่เรียก 'กระทู้' ว่า 'กระจู๋') ก็เลยโพสตอบไปยาวเหยียด ซึ่งจริงๆไม่ได้เกิดอารมณ์หรือคิดอะไรกับคนตั้งกระจู๋แต่อย่างใด เพียงแต่มันเป็นความรู้สึกโดยรวมกับสภาวะของวงการกราฟิกในปัจจุบัน ที่มันดูเหมือนฉาบฉวย เป็นแฟชั่น อะไรทำนองนี้มากกว่า และมันคงห้ามและบอกกันไม่ได้ว่าสิ่งพวกนี้มันผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี เพราะมันขึ้นอยู่กับความตั้งใจกับตัวงานที่ทำออกมามากกว่าสิ่งใด ....พอดีไปโพสไว้ที่นั่นซะยาว ก็เลยเอามาแปะที่ Blog ด้วยเลย

       ปัจจุบันมันคงเป็นกระแสไปแล้วสำหรับการทำอะไรขึ้นมาสักอย่างเกี่ยวกับกราฟิก เช่น รวมตัวกับเพื่อนๆตั้งกลุ่มขึ้นมา หรือ ทำโปรเจคเล็ก-กลาง หรือใหญ่ ให้มีแนวร่วมมาแจมกันสนุกๆ แต่ก่อนอื่นเลยอย่าพึ่งไปคาดหวังขนาดว่าโปรเจคที่กำลังจะทำต้องมีชาวโลกมาเหลียวมอง ทำให้ฝรั่งต่างชาติมันอึ้งกับงานในโปรเจคนี้ .....การที่จะทำอะไรขนาดนั้นอย่างน้อยๆน่าจะมีเว็บไซต์ที่มีโดเมนเป็นเรื่องเป็นราว หรือไม่ก็ต้องมีอะไรที่ดูจริงจังสักหน่อย
ถ้าไม่มีเลยมันขาดความน่าเชื่อถือและความอยากมีส่วนร่วม ที่สำคัญคืองานที่ทำออกมา ถ้าดีและจริงใจมันจะมีพลังดึงดูดผู้คนได้ ...แต่ถ้าเป็นการกระทำแบบฉาบฉวย ไปๆมาๆมันจะกลายเป็นการทำกันเอง ดูกันเอง อวยกันเอง ฮากันเอง กันไปแทน

       มีคนที่ผมรู้จักอยู่หลายคนที่พยายามจะทำสิ่งที่เจ้าของกระทู้ที่ว่าทำอยู่ บางคนก็แค่วาดฝันกลางอากาศ บางคนก็ทำแบบกล้าๆกลัวๆ บางคนทำแบบไม่คำนึงถึงแรงตัวเอง แต่กลับวาดฝันสูง อยากเป็นที่รู้จักในวงการบ้าง อยากให้คนอื่นๆยอมรับบ้าง (ความคิดเหล่านี้ไม่ผิด แต่ถ้ามีมันมากเกินกว่าพลังและฝีมือของเรา มันจะกลายเป็นสิ่งที่กลับมาคุกคามเรา คุกคามแบบแรงบ้าง หรือค่อยๆกัดกินก็มี)

       ...แน่นอนว่างานทำนองที่ว่ามันวืดเป้าหมายกลายเป็นโปรเจคที่เงียบหายไป เพราะทำไปโดยกำลังที่มีอยู่น้อยเกินไป ...เพราะความตั้งใจมันน้อยกว่าสิ่งที่เราคาดหวัง ...มีโปรเจคหรือนิทรรศการอยู่หลายๆงานที่วูบดับชนิดไร้ความหมาย หวังว่าจะเป็นงานแจ้งเกิด แต่กลับเป็นสิ่งที่ละลายเงินทองและเวลาไปเพื่อสร้างความฝันที่ไม่มีพลัง มีอยู่เยอะทีเดียว

       ส่วนบางคนก็ทุ่มสุดตัวแบบบ้าพลัง ลงทุน ลงแรง หาสปอนเซอร์ ทำโน่นทำนี่ หาสถานที่ ติดต่อหาพาร์ตเนอร์ จัดออกมาได้แบบน่าชมเชย ประมาณว่ากูอยากทำให้มันเกิด มากกว่าทำเพราะอยากเป็นที่รู้จัก (อยากดังนั่นแหล่ะ) แต่ตัวโปรเจคมันก็ออกมาได้ในระดับนึงซึ่งก็น่าชมเชยแล้ว (เอาแค่นี้ก็พอ ถ้าเป็นครั้งแรกๆ) ......ส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้ในบ้านเรามีน้อยมาก ทำให้เป็นจุดบอด วงการมันไม่เจริญสักที พูดง่ายๆคือโดยมากแล้วเหมือนจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม เพื่อกระตุ้นวงการ แต่ลึกๆแล้วมันเหมือนไม่จริงใจ หวังผลทางอ้อมแบบบอกไม่ถูก .....พูดสั้นๆง่ายๆก็คือ ถ้าจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมสักอย่างมันต้องมีอะไรหลายๆอย่างที่เสียสละ ต้องใจกว้าง คิดถึงเพื่อนร่วมวงการพอๆกับคิดถึงตัวเองหรือกลุ่มตัวเอง มุมมองก็ต้องกว้างกว่าสิ่งที่กำลังจะทำ  ....อย่างถ้าจะทำอะไรในระดับประเทศก็ต้องรู้ว่าต่างประเทศระดับเอเเชีย ระดับอินเตอร์ มันไปกันถึงไหนแล้ว .....ยิ่งถ้าคิดจะทำอะไรให้ระดับโลกมันมอง ก็ต้องรู้เดาทะลุไปถึงว่าอนาคตมันจะมีทิศทางแบบไหน อะไรคือสิ่งที่คนอื่นทำไปแล้วต้องหนีที่จะไม่ทำซ้ำกับเขา

       คนในวงการบ้านเราโดยมาก เมื่อประสบความสำเร็จในระดับนึงมักอยากจะได้มันเพิ่มขึ้นอีก ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักถอยมาดูงานของตัวเองแบบชัดๆ เพราะขีดจำกัดของตัวเองที่ภูมิใจนักหนาไปได้ไม่พ้นขอบเขตของชายเดนประเทศไทย .....ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่หลายต่อหลายคน พยายาม แลัวก็ พยายาม .....ไม่ใช่พยายามฝึกตัวเอง หรือค้นหาสิ่งใหม่ๆ แต่พยายามที่จะนำเสนองานตัวเองเกินไป เช่นส่งงานไปให้พวกสื่อทางด้านออกแบบทั้งในและนอกประเทศดู หวังว่างานตัวเองมีดีพอที่จะโดนเบ้าตาเขา และเอาไปลงให้ แต่เขาก็เงียบ ..... บ้างก็ไปโพสงานโชว์ในพื้นที่เปิดที่มีคนที่เรียกว่าเหล่าเทพสิงสถิตอยู่  แล้วก็ถามชาวบ้านประมาณ cool มั๊ยครับพี่น้อง, งานนี้พึ่งทำเสร็จ แนวความคิดมาจาก บลาๆๆๆ หรือที่แอ๊บแบ้วสุดก็คงเป็น เม้นหน่อยนะ เทือกๆนั้น ...สิ่งพวกนี้มันมีทั้งแบบที่ฆ่าตัวตายกับแจ้งเกิด ...... แต่คนที่มั่นใจผลงานของตัวเองมากๆ แต่ผลงานมันตรงกันข้าม มักจะโดนถล่มเละ .....แต่ถ้ามันแย่มากๆ ชาวบ้านอาจจะไม่สนใจเลย

       ไอ้ที่สำคัญสุดคือควรเริ่มจากจุดเล็กๆ เป้าหมายเล็กๆ รู้จักรอเวลาและจังหวะที่จะเติบโต ไม่ได้คิดและคาดหวังแต่แรกว่าจะต้องสร้างชื่อจากสิ่งที่ทำขึ้นมา ทำแบบเงียบๆ แต่ตั้งใจ ใส่พลังลงไปในสิ่งที่ทำ .....สิ่งที่มันออกมามันจะบอกกับผู้คนรอบข้างได้เองว่ามันดีหรือไม่ดี ประสบความสำเร็จหรือวืดเป้า พูดง่ายๆคือทำอะไรแบบ Low profile แต่ผลงานคุณภาพสูง จะเหมาะกว่า ....หลายๆคนที่ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืน เป็นที่ยอมรับมักจะเดินด้วยวิธีแบบนี้ เนื่องจากค่อยๆก้าวแบบช้าๆ มั่นคง พอคนอื่นยอมรับแล้วก็จะไม่เหลิงและมองตัวเองออก (ส่วนคนอื่นจะมองยังไง ก็ช่างเขา สนใจมากประสาทกินตาย)

       ......ยกตัวอย่างก็คงเอาเว็บ f0nt.com ที่ iannnnn ทำขึ้นมา แรกๆรู้สึกว่าจะมีคนด่าด้วยว่าไอ้แอนเป็นเด็กเห่อ 'ฮะมอย' อะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้สิผมว่ามันช่วยให้คนออกแบบ font ไทยมากขึ้น มี font เจ๋งๆออกมาให้ใช้ก็แจ่มแล้ว

       อีกตัวอย่างก็คงเป็นกราฟิกกลุ่มเชียงใหม่ ที่ทำ E-mag โฮ๊ะ ขึ้นมา ....แรกๆผมเองก็ได้ยินเสียงวิพากษ์จากคนทำงานกราฟิกบางกลุ่มเหมือนกันว่า มันจะแยกเป็นประเทศเชียงใหม่รึไง หรือไม่ก็บอกว่างานแต่ละงานก๊อปคนโน้นคนนี้มา (ซึ่งบางส่วนก็คล้ายจริงๆ) แต่อย่างน้อยโปรเจคนี้ก็ทำให้คนเชียงใหม่ที่ทำงานด้านนี้มารวมตัวกันได้ เหมือนกับกลุ่มคนทำงานด้านนี้ในเมืองกรุงสักที จากแต่ก่อนแต่ละคนทำงานกันแบบอยู่ในมุมมืด เมื่อออกมาสู่ที่สว่างมันก็ต้องพยายามพัฒนาตัวเอง จากบางคนที่เคยเอาความประทับใจในผลงานคนงานคนนั้นคนนี้มาอยู่ในตัวงาน ก็เริ่มค้นหาตัวเองได้มากขึ้น ไม่งั้นก็ตกเป็นเป้าขี้ปากของคนที่แอบมองอยู่

       มันก็เป็นความตั้งใจที่ดีในการทำงานทดลองหรือโปรเจคส่วนตัวที่อยากให้คนมาร่วม ซึ่งปัจจุบันไอ้กระแสงานกราฟิกในบ้านเรากำลังบูมบนพื้นฐานความเข้าใจที่ผิดเพี้ยน สาเหตุที่ผมทึกทักเอาเองก็คงเป็นเพราะระบบพื้นฐานความเข้าใจศิลปะของบ้านเรามันยังน้อย เติบโตมากันในแบบรากไม่แข็งแรง แต่อยากจะให้ลำต้นของตัวเองใหญ่ชูก้านใบออกดอกออกผลกันมาเร็วๆ อ่านแล้วอาจจะงงๆในสิ่งที่ผมพยายามจะบอก ขอเปรียบเทียบง่ายๆโดยยกตัวอย่างก็แล้วกัน

งานด้านศิลปะ-ออกแบบในประเทศญี่ปุ่น

- มีดินดีอุดมสมบูรณ์ (รากเหง้าทางศิลปะวัฒนธรรมแข็งแรงและเป็นตัวของตัวเองสูง)
- ปลูกพืชหว่านเมล็ดได้ถูกชนิด (สร้างบุคลากรมาได้แบบถูกต้อง และรู้จักใช้สิ่งที่ตัวเองมี มาทำให้เกิดประโยชน์)
- การเลี้ยงให้เจริญเติบโต ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ทำกันแบบค่อยเป็นค่อยไป รากจึงฝังลึกแข็งแรง (ญึ่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่ถ่อมตัว ขยัน เลยเติบโตได้แบบแข็งแรง รัฐบาลให้การสนับสนุน บุคลากรของเขาแต่ละคนในสายงานนี้ติดอยู่ในระดับอินเตอร์หลายคนมาก)

งานด้านศิลปะ-ออกแบบในประเทศสิงคโปร์

- ดินไม่ดี ปลูกอะไรก็ขึ้นยาก (รากเหง้าทางวัฒนธรรมไม่มี ส่วนมากประชากรจะเป็นชาวจีนอพยพ งานด้านนี้เลยติดวัฒนธรรมเป็นแบบจีนที่ fake-fake พยายามให้เป็นแนวสิงคโปร์ แต่มันก็ยังไม่ชัดเจน)
- แต่เขาเลือกปลูกพืช หว่านเมล็ด ที่สามารถจะเติบโตในในข้อจำกัด (บุคลากรของเขาเติบโตและเรียนรู้ในแบบที่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้ก่อเกิดประโยชน์ที่สุด)
- การเลี้ยงให้เจริญเติบโต ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ให้ยา ทำกันแบบเร่งสีเร่งโต รากไม่แข็งแรงก็ใช้ไม้ค้ำยันที่แข็งแรงประคองต้นเอาไว้ เดี๋ยวรากมันก็ค่อยๆโตไปด้วยได้เอง (น่าอิจฉาที่รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนงานด้านออกแบบสูงมาก และบุคลากรของเขาที่ทำงานได้ในระดับนึง ทำ Self Promotion ได้เก่งมาก ทำงานทดลองเยอะ เลยโตได้เร็ว)

งานด้านศิลปะ-ออกแบบในประเทศไทย

- มีดินดีอุดมสมบูรณ์ (รากเหง้าทางศิลปะวัฒนธรรมแข็งแรงและเป็นตัวของตัวเองสูง)
- แต่ปลูกพืชหว่านเมล็ดกันยังไม่เป็น เช่น ควรปลูกข้าว แต่ดันเอาต้นยูคาลิปตัสมาปลูก แถมภูมิใจกับมันมากกว่าพืชพื้นบ้านของเราซะอีก ....ส่วนไอ้พวกที่พยายามปลูกข้าวโดยมากก็ทำกันแบบไม่ศึกษาให้ถ่องแท้
เช่น ควรดำนาฤดูไหน ดินในภาคนี้ควรปลูกพันธุ์อะไร ขอให้ได้ปลูกข้าวก็พอเพราะข้าวราคาดี (บ้านเราสร้างบุคลากรกันมาแบบผิดๆ ไม่เข้าใจรากเหง้า ไม่เข้าใจสิ่งที่เรามี เติบโตกันมาในแบบดูแล้วลอกเลียน รวมสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นองค์ประกอบเดียวและคัดแยกสิ่งที่ดีกับไม่ดีไม่เป็น และมักจะแห่แหนกันไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในขณะที่มันบูม เช่น ยุคนึงหนังสั้นดัง หนังสือทำมือดัง ก็แห่กันไปทำจนวงการมันแย่ ...ปัจจุบันที่อยู่ในกระแสก็คืองานกราฟิก)
- การเลี้ยงก็เลี้ยงแบบไม่ถูกต้อง ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ไม่ถูกเวล่ำเวลา โตกันแบบล้มยืนต้น เพราะรากมันไม่แข็งแรง และไม่มีอะไรมาค้ำต้นให้ประคองตัวอยู่ได้
(รัฐบาลและสื่อบ้านเราไม่ค่อยสนับสนุนงานด้านนี้แบบถูกต้อง แต่จะทำกันแบบเป็นแฟชั่นเป็นกระแส แม้กระทั่งตัวคนที่ทำงานด้านนี้เองก็หนักไปทางโปรโมทตัวเองจนมันนำหน้าผลงานที่ตัวเองมีเพราะอยากดังเร็วๆ สังเกตุได้ง่ายๆจากวงการอินดี้ที่มีตัวจริงน้อยกว่าพวกตามกระแส คล้ายๆกับวงการกราฟิกปัจจุบันฉันใดฉันนั้น)
 
       อีกเรื่องที่บ้านเราเป็นกันหนักๆก็คือ การนำเอาระบบอุปถัมป์มาใช้ในทุกๆเรื่อง แม้แต่ในวงการสมัยใหม่อย่างกราฟิก สื่อบางสื่อพยายามจะดันพวกพ้องคนรู้จักในสายงานนี้ ดันกันเข้าไปแบบไม่ลืมหูลืมตา จนกลายเป็นเทพในสายตาบางคนที่ดูงานไม่ออกว่าลอกใครมา เอา inspire มาจากต้นแบบของใคร ซึ่งดันกันให้ตาย สื่อต่างประเทศมันก็ไม่เหลียวมามอง เพราะเล่นไปก๊อปของเขามา หรือทำในสิ่งที่เขาทำกันมาแล้ว เพียงแต่สื่อไทยมันสมองนิ่มไปหน่อยที่มองไม่ออกว่าของจริงหรือของปลอม เล่ามาแบบนี้ อาจจะมีคนเกลียดขี้หน้ามากขึ้น แต่ก็เลยตามเลย มันคือความจริงในสังคม

edit @ 20 May 2008 20:00:41 by 8e88